บทสัมภาษณ์ จากอดีตนักเรียนบ้านพักสันติ สู่ว่าที่บัณฑิตใหม่ในปีต่อไป

“ถ้าไม่มีบ้านพัก หนูก็คงจะลำบาก”

นี่คือส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของนางสาวสุรีย์ สิริรัตนางกูร นักเรียนทุนระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะครุศาสตร์ เอกการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งตัวนักเรียนเองนั้นเดิมเป็นเด็กทุนทั่วไปที่อยู่ในหมู่บ้านสันติสุข ที่สมัยนั้นเวลาเดินทางจากหมู่บ้านลงมาในตัวอำเภอปง ใช้เวลาเป็นวันๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็ส่งผลต่อการลงมาศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงๆของเด็กๆในหมู่บ้าน

559009_2596237842996_414445950_n

                                                                            สภาพเส้นทางในหมู่บ้านสันติสุขเมื่อหลายปีก่อน

มูลนิธิสิกขาเอเซียได้เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมีแนวคิดที่จะตั้งบ้านพักสำหรับนักเรียนที่มีบ้านอยู่ห่างไกล ให้มีที่พักที่ใกล้กับโรงเรียนโดยที่นักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ มูลนิธิสิกขาเอเซียจึงได้จัดทำโครงการบ้านพักนักเรียนเมื่อปี พ.ศ.2540 โดยใช้ชื่อว่า”บ้านพักนักเรียนสันติ” ปัจจุบันบ้านพักนักเรียนสันติมีนักเรียนจากที่ต่างๆมาอาศัยอยู่ร่วมกัน จำนวน 28 คน โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา นั้น บ้านพักสันติได้มีนักเรียนที่เรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และปัจจุบันศิษย์เก่าบ้านพักสันติหลายๆคนมีหน้าที่การงานทำที่ดี และหลายๆคนได้มีโอกาสแวะเวียนกลับมาช่วยเหลือบ้านพักไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้ทุนการศึกษากับรุ่นน้องหรือมาทำกิจกรรมสอนพิเศษให้กับน้องๆในช่วงปิดเทอม

DSC_0862

                                                                    ภาพบ้านพักนักเรียนสันติถ่ายจากมุมบ่อเลี้ยงปลาของบ้านพัก

ในวันนี้ทางมูลนิธิสิกขาเอเซียได้มีโอกาสสัมภาษณ์นางสาวสุรีย์ สิริรัตนางกูร นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะครุศาสตร์ สาขาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งปัจจุบันเป็นนักเรียนทุนระดับอุดมศึกษามูลนิธิสิกขาเอเซียและยังเป็นศิษย์เก่าบ้านพัก ได้พูดคุยกันถึงจุดเริ่มต้นตั้งแต่การเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้านพักนักเรียนสันติ จนถึงวันนี้วันที่ใกล้จะจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

DSC_0855

                                                                                ภาพขณะสัมภาษณ์นางสาวสุรีย์

SAF : สวัสดีครับ

สุรีย์  : สวัสดีค่ะ

SAF : ตอนนี้น้องกำลังศึกษาอยู่คณะอะไรครับ?

สุรีย์  : ตอนนี้หนูศึกษาอยู่คณะครุศาสตร์ เอกการสอนภาษาจีน ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายค่ะ

SAF : เริ่มคำถามแรกเลยนะครับ บ้านของน้องอยู่หมู่บ้านสันติสุขนะครับ พี่อยากจะทราบว่าตอนที่น้องยังเป็นเด็กความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเป็นไงบ้าง?

สุรีย์  : ตอนนั้นหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งก็ดับๆติดๆบ้าง

SAF : ตอนนั้นเวลาจะลงจากหมู่บ้านมาในตัวอำเภอปง ลำบากไหมครับ?

สุรีย์  : ตอนนั้นลำบากมากเลยค่ะ ตอนหนูเรียนอยู่ม.ต้น ตอนนั้นหนูเป็นเด็กทุนทั่วไป และตอนนั้นถนนก็ยังไม่เป็นคอนกรีต เวลาลงมารับทุนการศึกษาหลายๆครั้งฝนก็ตก รถติดหล่ม เจ้าของรถก็บอกว่าไปไม่ได้แล้วนะ เด็กๆจะกลับหรือจะไปรับทุน เราก็ต้องชั่งน้ำหนักว่า ถ้าเดินมารับทุนแล้วขากลับละ เพราะรถก็ไปไม่ได้แล้ว นักเรียนทุกคนใส่ชุดนักเรียนเดินกลับจากจุดที่รถจอดกลับบ้าน ตอนนั้นข้าวก็ไม่ได้ห่อไปด้วยแบบหิวข้าวมาก(เสียงยาว) และก็เดินไปเรื่อยไปเจอไร่ของใครก็ไม่รู้ก็พากันไปเก็บแตงมากินแก้หิวกันนะค่ะ (หัวเราะ) กินกันเสร็จก็กลับบ้านกันแบบว่าตอนนั้นนึกแล้วก็สนุกค่ะ

SAF : แล้วสรุปว่าตอนนั้นทุนก็ไม่ได้มาเอา?

สุรีย์  : ตอนนั้นก็โทรมาบอกเจ้าหน้าที่ที่ๆบ้านพัก ว่ามาไม่ได้แล้วนะ พี่เขาก็บอกว่าเสียดายที่มาไม่ได้แต่ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

SAF : แล้วเรารู้จักกับบ้านพักนักเรียนสันติได้ยังไง?

สุรีย์  : มีรุ่นพี่ในหมู่บ้านเขามาอยู่ก่อน และหนูรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่มารับทุนแบบว่าน้องๆพี่ๆที่นี่น่ารัก แบบว่าผู้ปกครองของใครมาก็สวัสดี ทั้งรู้จักไม่รู้จักและให้การต้อนรับดีมาก ทั้งช่วยหาข้าวและหาน้ำให้พวกหนูได้กินกัน และอีกอย่างคือพี่เจ้าหน้าที่บ้านพักเขาก็ชอบขึ้นไปหมู่บ้านของหนูด้วย เลยทำให้หนูรู้สึกคุ้นเคย

SAF : แล้วทำไมถึงตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านพักทั้งๆที่อยู่ห่างจากบ้านมากเลย?

สุรีย์  : ที่บ้านไม่มีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ใกล้โรงเรียนมากที่สุด(โรงเรียนปงรัชดาภิเษก) และถ้าไม่เรียนที่นี่ต้องไปเรียนที่ โรงเรียนขุนควร  ก็จะต้องไปเช่าหอพักอยู่ ถึงโรงเรียนขุนควรจะมีหอพัก แต่เรื่องอาหารการกินก็ต้องไปหากินเอง ในช่วงนั้นหนูสมัครไว้ 2 ที่คือที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 กับที่นี่(บ้านพักสันติ) แต่หนูชอบที่นี่มากกว่าแต่พ่อก็อยากให้ไปที่ราชประชาฯมากกว่า แต่สุดท้ายหนูก็เลือกที่นี่

DSC_0860

                                                                                 ภาพอาคารบ้านพักนักเรียนสันติ

SAF : แล้วก่อนมามีปัญหากับที่บ้านไหม เห็นบอกว่าพ่ออยากให้ไปราชประชาฯมากว่า?

สุรีย์  : ที่จริงพ่อบอกว่าไม่ต้องเรียนแล้วถ้าจะเรียนก็ให้เรียนที่ราชประชาฯ เพราะว่าที่ราชประชาฯเป็นโรงเรียนกินนอนใช่ไหมค่ะ ค่าใช้จ่ายก็จะน้อย เพราะว่าหนูมีพี่น้องตั้ง 7 คน และพี่ชาย 2 คนในช่วงที่หนูอยู่ ม.3 พี่ชาย 2 คนก็ยังเรียนไม่จบ และแบบครอบครัวของหนูมีพี่น้องเยอะ และแบบเราต้องดิ้นรนกับชีวิตกับตัวเองนะค่ะพี่ต่างคนต่างก็ไปอยู่ในเมือง นานๆทีจะส่งเงินกลับมาที่บ้านให้พ่อกับแม่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไรที่จะช่วยเหลือน้องๆค่ะ และก็พ่อก็บอกว่าถ้าจะไปเรียนก็ไปเรียนที่ราชประชาฯนะ แต่หนูรู้สึกชอบที่นี่อยากอยู่ที่นี่ ก็เลยแบบมีพลังอันแรงกล้า(แววตามุ่งมั่น) ที่จะมาที่นี่ หนูก็เลยมาที่นี่กับเพื่อนอีก 1 คน

SAF : แล้วตอนเรามาอยู่บ้านพักครั้งแรก ตอนเราก้าวเข้ามาเรารู้สึกยังไง?

สุรีย์  : มาวันแรก ก็โดนลงโทษล่ะ(หัวเราะ)  เพราะว่าอาบน้ำสาย เลยโดนให้ลุกนั่ง รู้สึกต้องอยู่ไม่ได้แน่เลย แบบต้องปรับตัวหลายๆอย่างมากค่ะ เพราะว่าอยู่ที่บ้านเราก็ไม่ได้อะไรขนาดนี้ใช่ไหมค่ะ แบบว่าสบายๆ และหนูสอบหนูก็ได้ลงเรียนสายวิทย์-คณิต แต่ว่าหนูเรียนไม่ได้ค่ะ

SAF : อ้าวทำไมละ?

สุรีย์  : เพราะว่าหนูแค่เข้าไปวันแรกก็เรียนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เรียนยากมาก เรียนไม่เข้าใจ และเรียนภาษาอังกฤษวันแรกถูกครูตี(หัวเราะ) เพราะหนูออกเสียงไม่ถูก หนูก็รู้สึกว่าปรับตัวกับการเรียนยากเหมือนกัน เพราะว่าพื้นฐานมีน้อย ก็เลยปรึกษากับพี่เจ้าหน้าที่บ้านพักว่าอยากย้ายสายการเรียน พี่เขาก็บอกว่าถ้าไม่ไหวจริงๆก็ย้ายสายได้ แต่ก็ให้ข้อคิดว่่าถ้าย้ายไปเรียนสายศิลป์ทางเลือกในการเรียนมหาวิทยาลัยก็จะน้อยกว่าเรียนสายวิทย์-คณิต แต่หนูก็บอกพี่เขาว่าไม่เป็นไร หนูเรียนในสิ่งที่หนูชอบดีกว่า หนูจะได้มีความสุข และก็วันแรกหนูมาอยู่ที่นี่ หนูรีดผ้าไม่เป็น

SAF : อ้าวจริงหรอ ทำไมละ ?

สุรีย์  : จริงสิค่ะพี่ เพราะว่าหนูอยู่ที่บ้านไม่เคยรีดผ้าเลย เพราะว่าที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช่ไง

SAF : อ้อ! ใช่ๆ

สุรีย์  : หนูมารีดผ้าที่นี่เสื้อหนูไหม้เลยค่ะ (หัวเราะ) และหนูก็ร้องไห้เพราะมีเสื้อตัวเดียว หนูร้องไห้และโทรไปบอกพี่สาวว่า พี่หนูทำเสื้อไหม้หนูไม่มีเสื้อใส่จะทำยังไง (หัวเราะ) พี่สาวก็เลยตอบหนูว่าเธอก็ยืมเพื่อนใส่สิ หนูก็เลยไปยืมเสื้อของรุ่นพี่ใส่ พี่เขาก็ให้หนูยืมมาใส่และบอกว่ามีเงินไปซื้อค่อยเอามาคืน พี่เขาก็แบบเอ็นดูเรามากๆเอ็นดูน้องๆทุกคนเลย เขาก็เลยเอาเสื้อมาให้หนูใส่

SAF : แล้วเจอแบบนี้เคยมีความคิดไหมที่แบบไม่เอาแล้วอยากจะกลับบ้านแล้ว?

สุรีย์  : มีนะค่ะ แต่ก็แค่เข้ามาแว๊บเดียวก็หายไป แต่ยอมรับว่าร้องไห้นานเหมือนกัน เพราะว่าไม่เคยจากบ้าน

SAF : แล้วหลังจากปรับตัวได้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?

สุรีย์  : ก็มีความสุขดีค่ะ เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำเยอะจากที่หนูไม่เคยดำนา เพราะที่บ้านไม่มีนา เพราะที่บ้านเขาปลูกไร่ข้าวไงค่ะพี่ แต่รุ่นพี่เขาก็สอนเราดำนา จนดำนาเป็น

480725_2606056808464_737127733_n

                                                                      ภาพนางสาวสุรีย์เมื่อครั้งยังอยู่ที่บ้านพักนักเรียนสันติ

SAF : และหลังจากที่เราใช้ชีวิตในบ้านพักตลอด 3 ปี และเราก็จะเจออะไรต่างๆมากมาย คราวนี้เราก้าวออกจากบ้านพัก เราไปอยู่ในสังคมใหม่ในมหาวิทยาลัยความรู้สึกและที่ก้าวออกจากบ้านพักและก้าวเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย ความรู้สึกตอนนั้นมันเป็นยังไง?

สุรีย์  : ตอนแรกเราอยู่บ้านพัก ตอน ม.6 เราเป็นรุ่นพี่ของบ้านพักเรารู้ทุกเรื่องแล้ว และด้วยอาจจะเป็นเพราะการปลูกฝังจากพี่เจ้าหน้าที่ว่า เราต้องเป็นเด็กดีอยู่ในกฏระเบียบนะ เพราะตลอดเวลาที่อยู่บ้านพักหนูไม่เคยทำผิดกฏเลย ตั้งใจเรียนโดยตลอด พอเราไปในมหาวิทยาลัยปุ๊ป เหมือนเราอ่อนต่อโลกมาก แต่ดีที่หนูไปอยู่หอใน ก็มีรุ่นพี่ที่เคยอยู่หอพักเขาก็คอยช่วยทุกเรื่อง คือตั้งแต่ตั้งแต่พาไปสมัคร พาไปดูตึกเรียน แต่เรื่องการเรียนเรื่องเพื่อน ก็ยังมีปัญหาอยู่เพราะพี่เขาก็ไม่สามารถดูแลได้ เราก็ต้องปรับตัวอีกทีหนึ่ง จากที่เราอยู่สันติ แบบมีระเบียบมากเลย แบบตื่นตี5ได้นะ ถึงเวลาทำการบ้านน่ะ แต่พอไปอยู่มหาวิทยาลัยรู้สึกว่าเราอิสระมาก(หัวเราะ)

SAF : เจอแบบฟรีด้อม ไม่มีกฏตายตัว ไม่มีใครบังคับ (หัวเราะ)

สุรีย์  : แบบอิสระอ่า ทำไมมันอิสระ มีความสุขกับความอิสระที่เราได้รับไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตเรา มีแบบหลงๆว่า การบ้านไม่อยากทำแบบว่าพรุ่งนี้ส่งวันนี้ทำ แต่เข้าเรียนก็ปกตินะค่ะ แต่เรื่องเพื่อนหนูคบเพื่อนที่ไม่เคยพาไปเถลไถล ไม่เคยพาไปร้านเหล้า เพราะสิ่งเหล่านี้มันล่อตาล่อใจเรามาก เพราะว่าแค่เราออกไปหน้ามหาวิทยาลัยก็เจอร้านเหล้าละ แบบเพียบ แต่อาจจะเพราะว่าไม่มีเพื่อนพาไปด้วยหรือป่าว(หัวเราะ)

SAF : แล้วถ้าวันนั้นตอนนั้นไม่มีบ้านพักหรือไม่ได้รู้จักกับบ้านพัก เราคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ไหม?

สุรีย์  : หนูว่าถ้าไม่มีบ้านพัก หนูก็คงจะลำบาก แน่เลย เพราะหนูมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก บางเดือนไม่ได้ขอเงินจากที่บ้านเลย เพราะที่นี่ก็เปิดโอกาสให้ไปรับจ้างข้างนอกด้วย อย่างช่วงเกี่ยวข้าวก็รับจ้างชั่วโมงละ 30 บาทวันหนึ่งก็ได้60-80 บาท เลิกเรียนออกไปรับจ้าง กลับมาก็เอาเงินที่ได้มาแบ่งเพื่อนที่อยู่เวรครัวด้วย

SAF : 3 ปีที่เราอยู่บ้านพัก 5 ปีที่เรียนมหาวิทยาลัยและได้ทุนการศึกษากับมูลนิธิสิกขาเอเซียต่อ ก็รวม 8 ปีซึ่งตลอด 8 ปี เราไม่เคยห่างจากที่นี่เลย ทุกวันนี้ก็ไปๆมาๆตลอด  แล้วเรามีความรู้สึกยังไงกับบ้านพักแห่งนี้?

สุรีย์  : หนูรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านหลังที่ 2 หนูรู้สึกผูกพันธ์กับที่นี่ เพราะว่าก็อยู่ที่นี่กินข้าวที่นี่ตั้ง 3 ปี เวลาจะกลับบ้านถึงไม่มีพิธีมอบทุนก็มาแวะมาเยี่ยมที่นี่บ้าง แวะเยี่ยมมาให้พี่เจ้าหน้าที่เขารู้สึกชื่นใจบ้างที่เราไม่เคยลืมบ้านพักแห่งนี้

DSC_0116

                                                          ภาพนางสาวสุรีย์ ขณะทำกิจกรรมกับน้องนักเรียนทุนมัธยมในกิจกรรมมอบทุนการศึกษา

SAF : และถ้าวันหนึ่งเรามีงานทำที่ดีมีงานที่มั่นคง เราเคยคิดไหมว่าจะหาโอกาสมาตอบแทนที่นี่?

สุรีย์  : หนูก็คิดนะว่าจะมา และถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาทำงานที่นี่ด้วย

SAF : คำถามสุดท้ายน้องอยากจะฝากอะไรถึงผู้อุปการะไหม?

สุรีย์  : คือหนูได้รับมาตลอด ตั้งแต่เป็นนักเรียนทุนทั่วไป จนมาอยู่บ้านพัก และยังได้ทุนในระดับอุดมศึกษา ก็รวมๆ 10 กว่าปี หนูคิดว่าผู้อุปการะเขาต้องใจดีมากเลย คือหนูเป็นคนเรียนไม่เก่งนะ ตอนแรกหนูคิดว่าทุนการศึกษาระดับอุดมจะไม่ได้แล้ว แต่หนูก็ยังได้ต่อ ตอนนี้หนูก็ได้รับมาเยอะแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาตอบแทนบ้าง ถึงไม่เป็นตัวเงินก็ตอบแทนด้วยแรงกายก็ได้ หนูรู้สึกว่าหนูโชคดีนะ เพราะว่ากว่าจะเข้ามาบ้านพักหนูก็ต้องสอบเข้ามา พี่เขาต้องไปดูบ้านว่าจนจริงๆหรือป่าว ถึงจะเข้ามาอยู่ได้ และถ้าหนูไม่ได้ทุนการศึกษาหนูก็ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือป่าว เพราะอย่างเรียนมหาวิทยาลัยก็ใช้เงินเยอะ ตอนแรกเรียนมหาวิทยาลัยพ่อแม่ก็ไม่อยากให้เรียน แต่ด้วยที่ว่าหนูดื้อไง ก็เลยบอก พ่อกับแม่ว่า ถ้าหนูไม่ได้ทุนหนูจะเรียนแค่เทอมเดียวและจะลาออกมาอยู่บ้าน แต่ก็โชคดีที่หนูได้ทุนด้วยหนูก็ได้เรียนต่อ ก็ยังไงก็ขอบคุณผู้อุปการะทุกท่านที่ช่วยส่งให้หนูมีวันนี้ได้วันที่หนูเรียนมหาวิทยาลัยที่กำลังใกล้จะเรียนจบค่ะ

SAF : ก็สุดท้ายพี่ก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในอนาคตนะครับ ขอบคุณที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ในครั้งนะครับ ขอบคุณครับ

สุรีย์  : ขอบคุณค่ะ

 

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของผลผลิตที่โครงการบ้านพักนักเรียนสันติ ได้ส่งออกสู่สังคมไปรุ่นต่อรุ่น และเราก็ยังจะยังคงช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสให้เป็นประกรที่ดีในสังคมเพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ ตลอดไป

ท่านสามารถสนับสนุนโครงการของเราได้โดยการบริจาคผ่านทางบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี “มูลนิธิสิกขาเอเซีย”
ธนาคารกสิกรไทย สาขาคลองเตย 017-2-53836-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางกะปิ 009-278675-1
ธนาคารกรุงไทย สาขากรมศุลกากร 181-1-07336-0

หรือบริจาคผ่านทางกล่องรับบริจาคของมูลนิธิที่ตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้งค์ ทุกสถานี โรงพยาบาล โรงแรม และร้านขายสินค้าต่างๆ จำนวน 151 จุดทั่วประเทศ นอกจากนี้ท่านยังสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการของเราได้โดยสละพื้นที่เพียงเล็กน้อยของท่านในการวางกล่องรับบริจาคของมูลนิธิสิกขาเอเซีย

สอบถามข้อมูลการบริจาคได้ที่ 02-249-7567-8