เปิดประสบการณ์จากอดีตนักเรียนบ้านพักสันติ สู่การกลับมาเป็นประธานชมรมศิษย์เก่าบ้านพักนักเรียนสันติ

การศึกษาเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้หลายๆคนได้มีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง แต่ด้วยหลายๆปัจจัยทำให้หลายๆคนไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากความยากจน หรือแม้แต่ปัจจัยที่มาจากระยะทางของบ้านที่ห่างไกลจากโรงเรียน

โครงการบ้านพักเรียนสันติเป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยเหลือให้เด็กที่บ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนได้มีโอกาสได้เข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา กว่า 20 ปี ของโครงการบ้านพักนักเรียนสันติ จังหวัดพะเยา ได้มีอดีตนักเรียนที่เคยอาศัยอยู่บ้านพักได้สำเร็จการศึกษาและมีประสบคววามสำเร็จในการประกอบอาชีพ จากรุ่นสู่รุ่น

ในวันนี้ทางมูลนิธิฯได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อดีตนักเรียนทุนของบ้านพักนักเรียนสันติ รุ่นที่ 3 คือคุณจักรชัย แสนหาญชัย ปัจจุบันทำงานตำแหน่งผู้จัดการหน่วยประเมินมูลค่าทรัพย์สินและจดทะเบียนนิติกรรม เชียงใหม่ บริษัทโพรเกรสแอพไพรซัล จำกัด และนอกจากนี้แล้วคุณจักรชัยยังเป็นประธานชมรมศิษย์เก่าบ้านพักสันติด้วยเช่นกัน ซึ่งในวันนี้้คุณจักรชัยจะมาบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิต และความประทับในตลอดเวลาที่คุณจักรชัยนั้นได้อยู่บ้านนักเรียนพักสันติ และการกลับมาช่วยกิจกรรมของบ้านพักนักเรียนหลังจากที่คุณจักรชัยได้สำเร็จการศึกษาและมีการงานอาชีพที่มั่นคง

71371582_977254695953784_7611625030056673280_n

SAF : สวัสดีครับ ผมอยากให้พี่แนะนำตัวหน่อยครับ

คุณจักรชัย :ผมชื่อนายจักรชัย แสนหาญชัย ชื่อเล่น ฟ่ง อายุ 40 ปี เป็นนักเรียนบ้านพักสันติ รุ่นที่ 3 (ปี 2541) จบ ม.6 จากโรงเรียนปงรัชดาภิเษก จบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทำงานตำแหน่งผู้จัดการหน่วยประเมินมูลค่าทรัพย์สินและจดทะเบียนนิติกรรม เชียงใหม่ บริษัทโพรเกรสแอพไพรซัลจำกัด บริษัทให้การสนับสนุนงานธนาคารกสิกรไทย

SAF :  อยากจะทราบว่าภูมิลำเนาเดิมของพี่อยู่ที่ไหนครับ
คุณจักรชัย : อยู่ บ้านเจริญมิตร (บ้าน4) ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก ประเทศไทย

SAF : โห…แล้วพี่อยู่ตั้งจังหวัดตาก แล้วเข้ามาอยู่บ้านพักสันติได้ยังไงครับ และพี่ได้ทุนเมื่อไหร่ครับ?

คุณจักรชัย : เข้ามาอยู่บ้านพักสันติ เมื่อปี 2541 เข้ามาเรียนต่อในชั้น ม.4 – ม.6 โดยฐานะทางครอบครัวสมัยนั้นก็จัดอยู่ในฐานะปานกลาง เนื่องจากพ่อแม่มีลูกๆรวม 7 คน ทำให้ไม่มีเงินในการส่งให้เรียน แม้ช่วง ม.3 จะไปสอบติดช่างยนต์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตตาก แล้วก็ตาม แต่ด้วยฐานะทางบ้านไม่สู้ดีนัก จึงไม่ไปเรียนตรงนั้น ช่วงเวลานั้นประจวบเหมาะที่พี่สุพัตรา จางศิริกุล อดีตเจ้าหน้าที่ แนะนำให้มาสมัครอยู่ที่บ้านพักสันติ ทางครอบครัวจึงส่งให้มาเรียน ซึ่งผมกับน้องชายเราจบ ม.3 พร้อมกัน แต่ทางบ้านพักสันติรับเพียงครอบครัวละ 1 คน เท่านั้น ผมจึงได้มาอยู่บ้านพักสันติเพียงคนเดียว ซึ่งนับเป็นความโชคดีมากที่บ้านพักสันติเปิดโอกาสรับเข้าเป็นนักเรียนทุนบ้านพัก ซึ่งต้องขอบคุณมากที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่ดีในชีวิต จวบจนถึงวันนี้

SAF : อยากจะให้พี่ฟ่งได้เล่าผมฟังหน่อยครับว่า สมัยนั้นในบ้านพักสันติเนี่ย การใช้ชีวิตของเด็กหอ เป็นอย่างไรบ้างครับ

คุณจักรชัย : สมัยนั้นบ้านพักสันติของเรามีนักเรียนประมาณ 40-50 คน บ้านพักยังเป็นอาคารหลังเดิม แบ่งครึ่งให้ผู้หญิง และผู้ชาย แยกกันอยู่ มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 – ม. 6 คละๆกัน ชั้นละ 2-10 คน แล้วแต่รุ่น มีการแบ่งกลุ่มแบ่งเวร 5 กลุ่ม กลุ่มละ 8-10 คน คละๆกันทุกระดับชั้น กลุ่มที่น่าสนใจมากคือกลุ่มที่เป็นเวรครัว เพราะต้องตื่นเช้า ประมาณตี 4-5 ถือไฟฉาย เดินดันรถเข็นไปซื้อวัตถุดิบในตลาดสดนาปรัง ซึ่งห่างจากบ้านพักสันติประมาณ 2-3 กิโลเมตร มาทำกับข้าว และบางคนที่ไม่ได้ไปตลาดก็ต้องหุงข้าว เตรียมตัวรอทำกับข้าว เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนได้กินกัน และห่อข้าวและกับข้าว ให้เด็กๆทุกคน เพื่อนำไปกินมื้อเที่ยงที่โรงเรียน นึกๆไปแล้วก็สนุกดีครับ และเป็นจุดในการเพิ่มความขยันให้กับเรา และทำให้เราสามารถประกอบอาหารได้ อาหารที่รสชาติถูกปากเด็กหอทุกคนคือ น้ำพริกอ่อง (สูตรบ้านพักสันติ) ซึ่งทุกๆกลุ่มมักจะทำในช่วงมื้อวันเสาร์ (เพราะมื้อนี้ ใช้เงินเยอะกว่าทุกมื้อ เลยต้องดูว่ามีเงินเหลือพอไหม) ซึ่งบอกได้เลยว่าเด็กหอทุกๆคนหวังกินมื้อนี้เป็นอย่างมาก ไม่พลาดกันเลยทีเดียว นึกถึงแล้วอยากกินขึ้นมาเลย

69702274_723928371406013_6430936360017723392_n

SAF :  แล้วการเรียนช่วง ม.4-6 และเพื่อนๆที่โรงเรียน เป็นอย่างไรบ้าง

คุณจักรชัย :

ต้องขอออกตัวว่าเด็กบ้านพักสันติทุกคนนั้นมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ ม้ง เย้า(เมี่ยน) อาข่า แต่ที่โรงเรียนปงรัชดาภิเษก เป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอปง นักเรียนเกือบทั้งหมดเป็นคนไทยในพื้นที่ มีอีกบางส่วนเป็นเผ่าเย้า(เมี่ยน) มาจากพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมเรียนด้วย แต่ด้วยความที่ในพื้นที่อำเภอปง นั้นมีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ด้วยอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจที่จะมีการใช้ชีวิต เรียนด้วยกัน เข้ากันได้ โดยไม่มีความรู้สึกถูกแบ่งชนชั้น ในขณะเดียวกันกลับมีความรู้สึกว่าเพื่อนๆเห็นใจเรามากกว่าปกติ โดยเฉพาะรุ่นของผม (ปรภ.26) เพื่อนๆทุกคน มีความเข้าใจความเป็นม้ง ของเราอย่างดี ได้กินข้าวเที่ยงด้วยกันทุกวัน ผมได้กินข้าวเหนียวและกับข้าวที่เพื่อนๆ ห่อมากิน มีความหลากหลาย อร่อยมากเลย ซึ่งหากมีข้าวเหลือ ผมยังได้นำกลับมากินที่บ้านพักด้วยเลย ข้าวเหนียวคนเมือง อร่อยมากๆ ส่วนเรื่องการเรียน สมัยนั้น ม.4 -6 ผมเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต ด้วยคาดว่าหัว น่าจะไปไหว แต่แล้วต้องบอกว่าเกือบจะไม่ไหว เพราะสายนี้ มีหลายๆวิชาที่ยากเอาการเลย ไม่ว่าจะเป็นคณิต ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ เป็นต้น สมัยนั้นไม่รู้เป็นไรพอถึงวิชาคณิต ผมแทบจะหลับทุกคาบเลย จนเพื่อนๆรุ่นเดียวกันขนานนาม เจ้าชายนิทรา แต่ก็เป็นเฉพาะคาบคณิตนะ หากเป็นคาบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พละศึกษา นี่ผมไม่พลาดเลย ตาสว่างตลอด และดูเหมือนมีความเข้าใจ จึงตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ และผลคะแนนสอบกลุ่มวิชาเหล่านี้ก็ออกมาดี ส่วนกลุ่มวิชาคณิต ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ นั้นออกมาเพียงแค่ผ่านเกณฑ์หวุดหวิด ก็ไม่ใช่แค่ผมนะ เพื่อนๆอีกหลายๆคนก็ผ่านหวุดหวิดเหมือนกัน และตกก็มี แต่ก็มีเพื่อนๆอีกส่วนหนึ่งที่แม้ว่าเราเรียนด้วยกันแทบจะเหมือนกัน แต่เพื่อนๆนั้นเก่งมาก ได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มตลอด

SAF : ในช่วงที่พี่ฟ่งได้อยู่บ้านพักสันติ มีอะไรที่พี่ประทับใจบ้าง

คุณจักรชัย : ด้วยบ้านพักสันติ มูลนิธิสิกขาเอเซีย เป็นโครงการสนับสนุนจากชาวญี่ปุ่น บ่อยๆครั้งมักจะมีกลุ่มชาวญี่ปุ่น มาเยี่ยมและทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยกัน ทุกๆครั้งที่มาเด็กๆก็จะได้กินอาหารมากและดีเป็นพิเศษ อันนี้ต้องชื่นชมเพราะทุกๆคนก็ชอบ เวรครัวก็ชอบนะ เพราะได้นั่งรถยนต์ของมูลนิธิไปซื้อของ และนอกจากที่ชาวญี่ปุ่นมาเยี่ยมเราแล้ว ก็ยังมีโครงการส่งเด็กๆของเราไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เกือบทุกปี ช่วงที่ผมเรียนก็ยังมีความเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากการไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว การที่บ้านพักมีการจัดงานกีฬาสัมพันธ์กับบ้านพักอื่นๆ อาทิเช่นบ้านพักซากุระ บ้านพักรุ่งอรุ่ณ บ้านพัก YMCA ก็ทำให้เด็กๆของเราได้รู้จักเพื่อนๆต่างสถานที่ อันทำให้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถือเป็นช่วงที่มีความทรงจำดีๆ น่าจดจำ และจดจำมาได้จนถึงทุกวันนี้ อ้อและอีกอย่างครับพี่ๆเจ้าหน้าที่บ้านพักสันติเป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้ออารีย์ ดูแลเด็กๆได้เป็นอย่างดี และพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนของบ้านพักสันติ อยู่กันอย่างรักใคร่ สามัคคีกัน

71182185_560516834702515_2094851654170968064_n

SAF : แล้วความใฝ่ฝันหรือความคาดหวังของพี่ ช่วงที่พี่เป็นนักเรียนพี่คิดอย่างไร และอะไรจุดเปลี่ยนสำคัญของพี่ในช่วงเป็นนักเรียน

คุณจักรชัย :

ต้องบอกว่าสมัยนั้น ความใฝ่ฝัน หรือคาดหวัง ยังไม่ได้คิด คิดเพียงทำทุกวันให้ดีที่สุด ทำตามหน้าที่ที่พึงกระทำ คือเรียน ตั้งใจเรียน พอช่วง ม.6 ก็เริ่มคิดเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะต้องไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นไป ซึ่งมีตัวเลือกคือระดับอุดมศึกษาตามมหาวิทยาลัย สายอาชีพ สายทหาร ตำรวจ ด้วยฐานะทางบ้านในขณะนั้นก็ไม่สู้ดีนัก แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็เกิดขึ้น คือ พวกเราเพื่อนๆ ชั้น ม.6 ทุกคน ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโครงการเรียนดีจากชนบท (ช้างเผือก) ซึ่งข้อสอบที่นำมาใช้สอบ เป็นข้อสอบแบบวัดแวว ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนในระดับชั้น ม.4-6 ซึ่งในการสอบครั้งนั้นผมเห็นข้อสอบแบบนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งในช่วงของการทำข้อสอบผมว่าผมทำได้ มันเข้าทางผม แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะจากสถิติที่ผ่านมาก็ไม่มีใครสามารถสอบผ่านได้ และแล้วเมื่อมีการประกาศผลออกมา มี 2 คนของโรงเรียนปงรัชดาภิเษก สอบติด หนึ่งคือเพื่อนผมคนที่เก่งที่สุดในโรงเรียนปงรัชดาภิเษก ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอีกหนึ่งคนคือผม นายจักรชัย แสนหาญชัย ติดคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นรุ่นแรกของโรงเรียน ความยินดีปรีดา ถาถมเข้ามาในชีวิตอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นที่ตะลึงของเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน ที่คาดไม่ถึง (ผมเองก็คาดไม่ถึงนะจริงๆ) เพราะการสอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในยุคนั้นที่ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยเคียงคู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลยตั้งความความฝัน ความคาดหวัง เป็นทนายความผู้มีคุณธรรมของชนเผ่าม้งและชาติพันธุ์ ช่วงที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมได้กู้เงิน กยศ. จากรัฐบาลไทย เป็นเงินกว่า 2 แสนบาท และได้รับการสนับสนุนทุนระดับอุดมศึกษา จากมูลนิธิสิกขาเอเซีย ตลอด 4 ปี ที่ศึกษา

การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของเด็กบ้านนอกเข้ากรุง ต้องพยายามสู้ทนทุกอย่าง อดออม อดทน ขยันให้มากกว่าคนปกติ ด้วยพื้นฐานความรู้ของเราไม่เท่ากับคนในเมือง และด้วยปณิธานแรงกล้า ในการเป็นทนายความผู้มีคุณธรรมของชนเผ่าม้งและชาติพันธุ์ ทำให้เราต้องพยายาม และพยายาม และแล้วผลแห่งความพยายามก็ทำให้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นิติศาตรบัณฑิต ตามเกณฑ์ปกติ 4 ปี

จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในสำนักฝึกอบรมว่าความแห่งสภาทนายความ (ปี2548)เรียนเพื่อเป็นทนายความ เมื่อผ่านภาคทฤษฎี แล้วจึงได้ไปฝึกอบรมกับทนายความของเพื่อนพี่เขย (บริษัทเบญจนิติจำกัด) แต่ฝึกได้ไม่นานก็พลิกผันมาทำงานประเมินกับบริษัทโพรเกรสแอพไพรซัลจำกัด หน่วยนครสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่พี่ชายของภรรยาทำงานอยู่ การทำงานประเมินเราต้องมีรถยนต์ กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติงาน ด้วยในตอนนั้นเล็งเห็นว่าอาชีพประเมินนี้สามารถเลี้ยงชีพได้และคงสามารถผ่อนส่งรถยนต์ได้ พ่อกับแม่จึงตัดสินใจออกรถยนต์คันแรกให้ เป็นรถยนต์กระบะ ตอนเดียวยี่ห้อ NISSAN รุ่นFrontier สีน้ำเงิน ซึ่งถือเป็นรถยนต์ใหม่ที่ดาวน์ถูกและผ่อนถูกสุดในยุคนั้น เมื่อได้อุปกรณ์และเครื่องมือในการทำงานงานแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ (เริ่มทำงานปี2549) ผ่าน 2 ปี 8 เดือน ได้สมัครเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ และบริษัทแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ หน่วยนครสวรรค์ ทำงานผ่านไป 3 ปี 8 เดือน ทางผู้บริหารบริษัทแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการหน่วยเชียงราย (ปี2555) ซึ่งในช่วงนี้แหละทำให้ได้กลับมาอยู่ใกล้กับบ้านพักสันติอีกครั้ง และไม่ลืมเลยที่จะกลับไปมอบความสุขในฐานะผู้ให้ กับเด็กๆ บ้านพักสันติ โดยจัดกิจกรรม จัดรางวัล จัดเงินบางส่วนไปมอบให้เด็กๆบ้านพักสันติได้สนุกสนานกัน และในส่วนของศิษย์เก่าที่มาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและใกล้เคียง ผมก็จัดให้มีการพบกัน กินข้าวใหม่ม้งกันในบ้านเช่า ซึ่งก็ถือเป็นก้าวแรกๆในการรวมกลุ่มศิษย์เก่าที่จบจากบ้านพักสันติแล้วให้มาพบกัน และหลังจากเป็นผู้จัดการหน่วยเชียงราย มา 6 ปี 1 เดือน บริษัทได้ย้ายให้มาทำหน้าที่ผู้จัดการหน่วยเชียงใหม่ (ปี2561) จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน ซึ่งผลงานค่อนข้างลงตัว ไปได้ดีทีเดียว

70523508_2355223444729849_704562262190325760_n

SAF : คราวนี้ผมอยากจะถามถึงชมรมศิษย์เก่า อยากจะทราบว่า ชมรมศิษย์เก่ามีความเป็นมาอย่างไรครัย

คุณจักรชัย : ชมรมศิษย์เก่านี้ เริ่มต้นมาจากคุณคัทสึมาสะ ยากิซาว่า ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ ที่เพื่อให้มีการรวมกลุ่มศิษย์เก่าที่จบไปแล้ว เพื่อหาทางช่วยเหลือ บ้านพักสันติ และมูลนิธิสิกขาเอเชีย ให้ยั่งยืนต่อไป จึงมีการจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งผมเป็นประธานชมรมศิษย์เก่าบ้านพักสันติ โดยชมรมของเรานี้หลังจากตั้งขึ้นมาเราได้มีการประชุมมีการจัดกิจกรรม ระดมทุน บริจาค เพื่อนำไปส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมของเด็กบ้านพักสันติ ในส่วนที่ขาดแคลน ซึ่งตลอดมานี้ สามารถช่วยกิจกรรมของบ้านพักสันติในส่วนที่งบประมาณปกติ ช่วยไม่ได้อยู่หลายๆครั้ง โดยเรามีบัญชีเพื่อรับบริจาคของชมรม คือบัญชีธนาคารกรุงไทยหมายเลข 523-0-25651-6 ชื่อบัญชีนายการันต์ งามทวีกุล หรือนางสาววารุณี วิริยะส่องแสง

71530728_2396487933940419_3445212629281275904_n

SAF : จากที่เราได้คุยกันในวันนี้ผมเห็นพี่ประสบความสำเร็จมากมาย พี่มีอะไรอยากฝากให้กับน้องๆบ้างครับ

คุณจักรชัย :  ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่คุณย่า พี่ๆน้องๆ ภรรยา ลูกๆ บริษัท ตลอดจนเพื่อนร่วมงาน ผู้เกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชา หัวหน้า ครูบาอาจารย์ เพื่อนๆสมัยเรียน รุ่นพี่ รุ่นน้อง และผู้เกี่ยวข้องในชีวิตของผมทุกๆคน อีกทั้งบ้านพักสันติ มูลนิธิสิกขาเอเชีย ที่มีส่วนในการสร้างความสำเร็จร่วมกันให้เกิดขึ้นในชีวิตนี้ ขอฝากข้อคิดให้กับน้องๆว่าการทำอะไรทุกอย่างขอให้ทำด้วยความดี ถูกต้อง ทำให้เต็มที่ ตามบทบาทหน้าที่ แบ่งเวลาให้เหมาะสม เรียนได้ เล่นได้ ทำงานได้ พักผ่อนได้ มีใจเป็นกุศล และให้มีความโชคดี มีสุขภาพแข็งแรง ทุกๆคนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกๆวัน ทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่างครับ

SAF : สำหรับวันนี้ผมต้องขอขอบคุณพี่ฟ่งมากเลยนะครับ ที่ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีในสมัยที่พี่เป็นนักเรียนบ้านพักและได้ให้ข้อคิดดีๆที่น้องๆรุ่นต่อไปนำไปปรับใช้และพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยครับ ขอบคุณครับ

คุณจักรชัย : ขอบคุณครับ

71301423_2298979577079538_3895446294210019328_n

 

 

 

ปัจจุบันโครงการบ้านพักนักเรียนสันติยังคงส่งออกเด็กที่มีคุณภาพไปสู่สังคมไปจากรุ่นสู่รุ่น และเราก็ยังจะยังคงช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสที่ให้เข้าถึงการศึกษา เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้เป็นประชากรที่ดีในสังคมเพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ ตลอดไป

ท่านสามารถสนับสนุนโครงการของเราได้โดยการบริจาคผ่านทางบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี “มูลนิธิสิกขาเอเซีย”
ธนาคารกสิกรไทย สาขาคลองเตย 017-2-53836-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางกะปิ 009-278675-1
ธนาคารกรุงไทย สาขากรมศุลกากร 181-1-07336-0

หรือผ่านทาง Mobile Banking โดยการสแกน Qr Code

 

CCI20181029_00003111

หรือบริจาคผ่านทางกล่องรับบริจาคของมูลนิธิที่ตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้งค์ ทุกสถานี โรงพยาบาล โรงแรม และร้านขายสินค้าต่างๆ จำนวน 151 จุดทั่วประเทศ นอกจากนี้ท่านยังสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการของเราได้โดยสละพื้นที่เพียงเล็กน้อยของท่านในการวางกล่องรับบริจาคของมูลนิธิสิกขาเอเซีย

หรือสอบถามข้อมูลการบริจาคได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-249-7567-8